การผลิตกาแฟ กับผลกระทบในป่าอเมซอน 

ประเทศบราซิล ถือเป็นประเทศผู้ผลิตกาแฟรายใหญ่ที่สุดในโลก ตามข้อมูลของกระทรวงเกษตรของสหรัฐอเมริกา มีการคาดการณ์ว่า ในปีเก็บเกี่ยว 2022/23 นี้ จะสามารถผลิตกาแฟออกมาได้มากถึง 62.6 ล้านกระสอบ (กระสอบละ 60 กิโลกรัม) 

การผลิตกาแฟ มีการเติบโตมากในหลายภูมิภาคของประเทศบราซิล โดยเฉพาะภูมิภาคที่เราน่าจะเคยได้ยินชื่อกันมาบ้างแล้วอย่างเช่น Minas Gerais, São Paulo และ Espírito Santo แต่อย่างไรก็ตามนอกเหนือจากนี้ ยังมีกาแฟอีกจำนวนหนึ่ง ที่เติบโตและถูกปลูกในป่าฝนอเมซอน ซึ่งพื้นที่กว่า 60 เปอร์เซ็นต์ตั้งอยู่ในประเทศบราซิล 

Castillo

เป็นเวลากว่าหลายทศวรรษแล้ว ที่การเกษตรขนาดใหญ่ส่งผลให้เกิดการตัดไม้ทำลายป่าในป่าฝนอเมซอนในระดับที่สูงเอามากๆ โดยทั่วไปต้นไม้จะถูกตัด เพื่อให้มีเนื้อที่สำหรับการทำการเกษตร และการทำปศุสัตว์เชิงพาณิชย์ เช่นเดียวกับการผลิตพืชผลขนาดใหญ่อย่างพวกถั่วเหลือง หรือข้าวโพดด้วย 

คำถามที่มีความเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมกาแฟนี่ก็คือ การผลิตกาแฟ มีส่วนช่วยในการอนุรักษ์ป่าอะเมซอนหรือไม่ และหากมันมีส่วนช่วยในการอนุรักษ์ วิธีการดำเนินการของเกษตรกร หรือของผู้ปลูกกาแฟคืออะไรบ้าง วันนี้เราจะชวนคุณมาดูกันเกี่ยวกับเรื่องนี้ 

การผลิตกาแฟ และการตัดไม้ทำลายป่าในอเมซอน 

ประการแรกที่เราจะต้องทราบ และจะต้องตระหนักรู้ก็คือ บางครั้งการตัดต้นไม้ อาจเป็นรูปแบบหนึ่งของการทำป่าไม้อย่างยั่งยืนในบางกรณี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากเป็นการดำเนินการในพื้นที่ที่มีขนาดเล็ก ยกตัวอย่างเช่น หากเกษตรกรรายย่อยทำการปลูกต้นไม้ แล้วเก็บเกี่ยวผลผลิตเป็นไม้ พวกเขาก็อาจจะปลูกต้นไม้ทดแทนในภายหลังได้ด้วย 

แม้ว่าอาจจะเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก ที่จะระบุได้อย่างชัดเจนและแม่นยำ ว่าการผลิตกาแฟทั่วโลกนั้นก่อให้เกิดการตัดไม้ทำลายป่ามากเพียงใด แต่ก็มีหลักฐานที่ชัดเจน ว่าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นในภูมิภาคปลูกกาแฟหลายแห่ง รวมทั้งในประเทศบราซิลด้วย 

ในปี 1820 ไร่กาแฟมีอยู่ทั่วไป ในส่วนต่างๆ ของประเทศบราซิล ส่วนใหญ่จะอยู่รอบๆเมือง Rio de Janeiro and São Paulo เช่นเดียวกับในรัฐ Minas Gerais, Espiríto Santo และพื้นที่ทางตอนเหนือของ Paraná ในช่วงสองทศวรรษต่อมา ประเทศบราซิลก็ได้กลายเป็นประเทศผู้ผลิตกาแฟรายใหญ่ที่สุดในโลก 

โดยธรรมชาติทั่วไปแล้ว การที่สามารถผลิตกาแฟแพร่หลายได้มากยิ่งขึ้น ก็เท่ากับว่า พื้นที่ป่าขนาดใหญ่ได้ถูกถากถางออกเพื่อทำการปลูกต้นกาแฟแทน ซึ่งโดยปกติแล้วจะเป็นพืชเชิงเดี่ยว และถูกปลูกในสภาพที่มีแสงแดดจัด นั้นส่งผลทำให้ความหลากหลายทางชีวภาพลดลงอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบางพื้นที่ของประเทศ 

เชื่อกันว่า การผลิตกาแฟเริ่มต้นขึ้นครั้งแรกในป่าฝนอเมซอน ก็ในช่วงทศวรรษ 1970 โดยส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ป่า ที่ตั้งอยู่ในรัฐ Rondônia 

ในช่วงเวลานี้ ครอบครัวผู้ปลูกกาแฟ ได้ทำการอพยพมาสู่รัฐนี้ จากทางตอนใต้ของประเทศ พวกเขาได้นำความรู้เกี่ยวกับเรื่องกาแฟมาด้วย ก่อนที่จะมีการทำการเกษตรขนาดใหญ่ มีหลายครอบครัวที่อาศัยอยู่ในป่าอเมซอน และได้ทำการปลูกพืชหลายอย่างผสมกลมกลืนไปกับธรรมชาติ 

ปัญหาสิ่งแวดล้อมในการผลิตกาแฟในป่าอเมซอน 

เช่นเดียวกับการผลิตกาแฟ มีผลผลิตทางการเกษตรอื่นโดยรวมเพิ่มมากยิ่งขึ้นในอเมซอน ซึ่งนั่นนำไปสู่ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมหลายประการด้วยกัน มีทั้งเรื่องการเสื่อมโทรมของดิน และการพังทลายของหน้าดินด้วย 

แม้ว่าปัญหาเหล่านี้ อาจจะดูเป็นปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้ในทุกภูมิภาคของโลก แต่ปัญหานี้จะส่งผลเสียมากขึ้น เมื่อมันเกิดขึ้นในป่าฝนอเมซอน 

จากข้อมูลของสมาพันธ์สัตว์ป่าโลก ป่าอเมซอนคิดเป็น 10 เปอร์เซ็นต์ของป่าฝนเขตร้อนทั้งหมดบนโลก นอกจากนี้ ยังเป็นที่อาศัยของสัตว์ป่าที่รู้จักทั้งหมด 10 เปอร์เซ็นต์ มีการกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์มากถึง 76 พันล้านตัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ช่วยลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นบนโลกเราอย่างมาก 

ในระหว่างปี 1985 จนถึงปี 2016 มีการประมาณการว่า ป่าฝนอเมซอนประมาณ 421,774 กิโลเมตรจะถูกทำลายลง สิ่งนี้จะลดจำนวนพื้นที่ที่อยู่อาศัยสำหรับสัตว์และพืชเขตร้อนหลายชนิด นั้นตามมาซึ่งการลดความหลากหลายทางชีวภาพ จะถูกแทนที่ด้วยชุมชนท้องถิ่น ทั้งที่เป็นชนพื้นเมือง และเป็นคนอยู่มั้ยที่ไม่ใช่ชนพื้นเมือง 

การคุ้มครองสิ่งแวดล้อมในอเมซอน 

มีนโยบาย และกฎหมายหลายฉบับถูกนำมาใช้โดยรัฐบาลของบราซิล เพื่อที่หวังจะลดการตัดไม้ทำลายป่าในอเมซอน กฎหมายทั้งหมดนี้รวมถึงประมวลกฎหมายป่าไม้ปี 1965 ซึ่งได้มีการปรับปรุงในปี 2012 กฎหมายนี้กำหนดให้เจ้าของที่ดินในอเมซอน ต้องทำการรักษาทรัพย์สินที่เป็นพืชผลทางการเกษตร ให้เป็นพืชพันธุ์พื้นเมือง ระหว่าง 35-80 เปอร์เซ็นต์ ขึ้นอยู่กับขนาด และที่ตั้งของที่ดิน 

อย่างไรก็ตามในอดีต การดำเนินการและการติดตามนโยบาย หรือกฎหมายที่ว่านี้ทำได้ค่อนข้างยาก ด้วยเหตุนี้ในช่วงปี 2010 ทรัพย์สินทั้งหมดในป่าฝนอเมซอน จึงถูกบังคับให้ลงทะเบียนกับ Cadastro Ambiental Rural (CAR) ซึ่งเป็นระบบแผนที่ของรัฐบาล ที่ใช้ในการตรวจสอบการตัดไม้ทำลายป่า 

อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ จะมีผลหรือไม่นั้นเป็นเรื่องที่ยากที่จะสามารถระบุได้อย่างแม่นยำ และยิ่งไปกว่านั้น สิ่งนี้ยังสามารถส่งผลกระทบต่อชุมชนพื้นเมือง ที่ตั้งอยู่ในป่าฝนอเมซอนเป็นเวลาหลายปี ทำให้ชนพื้นเมืองเหล่านี้จะต้องพลัดถิ่นอย่างไม่เป็นธรรม 

Castillo Variety

การยึดครองและจับจองที่ดิน 

แม้ว่าการตัดไม้ทำลายป่า จะเป็นสิ่งที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างชัดเจน มีอีกอย่างนึง ซึ่งเป็นแนวคิดสำคัญที่ทำลายป่าไม้พอกัน เราเรียกแนวคิดนี้ว่า การจับจองที่ดิน 

แนวคิดการจับจองที่ดินที่ว่านี้ กล่าวอย่างง่ายโดยพื้นฐานก็คือ การซื้อทรัพย์สินและที่ดินขนาดใหญ่ ซึ่งมักเกิดจากบริษัท ทั้งในประเทศหรือบริษัทข้ามชาติ มีนักลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชน ที่ดินที่ได้มาจะถูกซื้อ หรืออาจทำเป็นพื้นที่ให้เช่าสำหรับเกษตรกรรายใหญ่ 

โดยทั่วไปแล้ว ที่ดินและป่าไม้ ซึ่งส่วนมากมักจะเป็นเจ้าของโดยรัฐ จะถูกถามเพื่อนำมาเลี้ยงสัตว์อย่างวัว นอกจากนี้ที่ดินยังสามารถขายให้กับบริษัทเกษตรเชิงพาณิชย์ รวมถึงบริษัทที่ปลูกถั่วเหลือง 

การจับจองและยึดครองที่ดินในบราซิลนี้ หากจะกล่าวถึงจุดเริ่มต้น ก็สามารถย้อนกลับไปสู่นโยบายในปี 1970 ซึ่งเห็นว่า รัฐบาลเสนอที่ดินฟรีให้กับบริษัท เหมืองแร่ และการเกษตรกรรม เพื่อทำการกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ ในตอนนั้นมีการคาดการณ์ว่า ในตอนนั้นมีการคาดการณ์ว่า มากกว่า 32 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ป่าที่ไม่ได้รับการจัดการในบราซิลเหล่านี้ ถูกนำไปใช้ในการส่วนตัว รวมถึงการเกษตรของเอกชน ที่ไม่ได้มีประโยชน์กับใครเลยด้วย 

และแน่นอนว่าเราไม่ต้องสงสัยเลย ว่าสิ่งนี้นำไปสู่การทำลายป่าในระดับที่เพิ่มความเสียหายทางด้านสิ่งแวดล้อม และยังทำให้ชนพื้นเมืองกระจัดกระจายไปที่อื่น รวมถึงชุมชนเกษตรกรรมขนาดเล็ก ที่เหล่านี้ช่วยในการอนุรักษ์สัตว์ป่าท้องถิ่น 

การยึดครองและจับจองที่ดินของทางภาครัฐอาจจะเป็นสิ่งถูกกฎหมาย หรืออย่างน้อยก็ค่อนข้างที่จะคลุมเครือทางกฎหมาย แต่พื้นที่ป่าขนาดใหญ่ในเขตป่าอเมซอน และเขตพื้นเมืองเหล่านี้ ถูกยึดครองไปอย่างผิดกฎหมายแน่นอน 

การถูกทำให้เป็นเรื่องธรรมดามากยิ่งขึ้น 

นอกจากนี้ยังมีหลักฐานที่ชี้ให้เห็นอย่างเด่นชัดว่า รัฐบาลบราซิลก่อนหน้า ทำให้บริษัทขนาดใหญ่ และนักลงทุน สามารถที่จะคว้าและกว้านซื้อที่ดินเหล่านี้ได้ง่ายมากยิ่งขึ้น ในช่วงปี 2017 รัฐบาลบราซิล ได้จัดประเภทที่ดินใหม่กว่า 1,000 ตารางใหม่ ในรัฐทางตอนใต้ของเขตป่าอเมซอน ว่าให้เป็นพื้นที่ที่ถูกกฎหมายในการครอบครอง 

นอกจากนี้ยังมีหลักฐานสำคัญเพิ่มเติมอีกว่า ระหว่างในปี 2018-2022 การตัดไม้ทำลายป่าทั่วประเทศบราซิลเพิ่มขึ้น ซึ่งอยู่ภายใต้กฎหมายของรัฐบาลก่อนหน้านี้ จากข้อมูลของสำนักข่าวรอยเตอร์พบว่า อัตราการทำลายป่าเฉลี่ย ในระยะเวลา 4 ปีนั้น มีอัตราเพิ่มขึ้นประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์หากเทียบกับเมื่อ 4 ปีที่ผ่านมา 

แต่อย่างไรก็ตาม รัฐบาลปัจจุบันก็ยังอ้างว่า จะยังคงทำการตัดไม้ทำลายป่าในบราซิลนี้ต่อไป ซึ่งรวมถึงแผนการพัฒนาข้อตกลงการอนุรักษ์กับรัฐบาลอินโดนีเซียและคองโก (เป็นอีก 2 ประเทศที่เป็นที่ตั้งของป่าฝนที่ใหญ่ที่สุดในโลก) แต่ไม่ว่าจะมีการดำเนินการตามแผนเหล่านี้หรือไม่ ก็ยังคงมีการตัดไม้ทำลายป่าอยู่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในจุดที่ไม่มีความมั่นคงทางการเมืองในประเทศบราซิล อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ 

การผลิตกาแฟในป่าอเมซอน กับความยั่งยืน 

แม้ว่าการทำลายป่าส่วนใหญ่ในป่าอเมซอน จะดำเนินการเพื่อทำการเลี้ยงปศุสัตว์ในเชิงพาณิชย์ และวัตถุประสงค์ในการเกษตรเชิงพาณิชย์อื่น ดังนั้นการผลิตกาแฟ จึงเป็นเรื่องที่จะต้องหยิบมาคุยกันเช่นเดียวกัน 

ส่วนใหญ่แล้ว การปลูกกาแฟจะปลูกกันในระดับที่เล็กมากๆ โดยเฉพาะในป่าอเมซอน ซึ่งนั่นหมายความว่า ผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมนั้นค่อนข้างต่ำกว่ามาก เมื่อเทียบกับการทำฟาร์มขนาดใหญ่อื่น ในบางกรณี อาจจะเป็นประโยชน์ต่อระบบนิเวศในท้องถิ่นด้วยซ้ำ โดยเฉพาะหากเกษตรกรใช้วิธีการทางการเกษตรที่ถูกต้อง 

แนวทางการเกษตรที่ถูกต้อง ทั้งการปลูกกาแฟรวมถึงการปลูกพืชผลอื่นๆ ท่ามกลางต้นไม้และป่าไม้ในอเมซอน สามารถที่จะทำประโยชน์มากมายต่อทั้งเกษตรกรและสิ่งแวดล้อม ยกตัวอย่างเช่น การใช้ระบบ agroforestry ซึ่งทำให้มั่นใจได้ว่ากาแฟ หรือพืชผลชนิดอื่น จะสามารถเติบโตได้ในสภาพที่ร่มมากยิ่งขึ้น สิ่งที่ตามมาคือการปรับปรุงคุณภาพของดิน และลดการกัดเซาะลง ซึ่งจะช่วยเพิ่มผลผลิต รวมถึงคุณภาพของกาแฟ ทำให้กาแฟออกมารสชาติดียิ่งขึ้นได้อีกด้วย 

นอกจากนี้แล้ว แนวทางการทำการเกษตรเหล่านี้ ยังสามารถให้ที่พักพิง ต่อสัตว์ป่าโดยรอบได้มากยิ่งขึ้น ยกตัวอย่างเช่น สามารถช่วยเพิ่มการผสมเกสรดอกไม้ นอกเหนือจากการปรับปรุงคุณภาพดิน ยังสามารถสร้างระบบธรรมชาติสำหรับการควบคุมศัตรูพืชได้ 

โครงการทางการเกษตรในอเมซอน 

มีแนวคิดริเริ่มเชิงเกษตรจำนวนมากที่เกิดขึ้นในป่าฝนอเมซอน หนึ่งในโปรเจกต์ที่น่าสนใจ ที่อยากจะหยิบมานำเสนอคือ โครงการที่มีชื่อว่า Apuí Coffee เป็นโครงการที่เปิดตัวในปี 2015  โครงการนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่างสถาบันอนุรักษ์และพัฒนาอย่างยั่งยืนของอเมซอน และครอบครัวผู้ปลูกกาแฟกว่า 30 ครัวเรือนที่อาศัยอยู่ในเขต Apuí, South Amazonas 

 ในตอนแรก  การผลิตกาแฟของที่นี่ค่อนข้างประสบความสำเร็จ แต่ในที่สุดเกษตรกรชาวอเมซอนหลายคน ก็เลิกทำ และหันไปทำอย่างอื่นทดแทน เนื่องจากการเสื่อมสภาพของดิน รวมถึงการขาดการเข้าถึงอุปกรณ์การทำฟาร์มที่เหมาะสมด้วย 

Typica Coffee

 ยิ่งกว่านั้น ถึงแม้ครอบครัวท้องถิ่นเหล่านี้จะต้องการปลูกกาแฟมากขึ้น แต่การขาดการเข้าถึงตลาด และขาดความช่วยเหลือทางด้านเทคนิค ก็เป็นอุปสรรคที่ใหญ่ เหล่านี้ทำให้ไม่เห็นผลกำไร ในเรื่องขององค์ความรู้ทางการเกษตร ครอบครัวเหล่านี้มีอยู่แล้ว แต่การทำให้มันยั่งยืนเป็นอีกเรื่องนึงเลย 

 นั่นเป็นผลให้องค์กรนี้ ได้เข้ามาช่วยเหลือบรรดาครอบครัวเกษตรกรเหล่านี้ โดยการจัดตั้งโครงการนี้ขึ้น โดยแนวคิดหลักก็คือ การให้ความรู้ในการปลูกกาแฟ โดยไม่ใช้สารเคมีใดๆ และทำให้อยู่ร่วมกับธรรมชาติได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ 

 ด้วยแนวทางการปฏิบัติทางการเกษตรเหล่านี้ ช่วยให้ครอบครัวท้องถิ่นในเขตป่าอเมซอน สามารถที่จะปฏิบัติเชิงเกษตร และทำกำไรให้กับผลผลิตของตนเองได้มากยิ่งขึ้น บางครอบครัวถึงกับได้รับการรับรองว่าเป็นสินค้าออร์แกนิก สามารถที่จะสร้างแบรนด์ และทำการตลาดของตนเองได้เลยทีเดียว 

ความท้าทายที่เกิดขึ้น 

 แม้ว่าแนวทางการเกษตรที่ว่ามานี้ จะเป็นแนวทางที่มีประโยชน์มากในขั้นตอนการผลิตกาแฟ แต่ก็มีความท้าทายอยู่อีกหลากหลายประการ ที่บรรดาเกษตรกรในป่าอเมซอนจะต้องเผชิญ 

 ยกตัวอย่างที่เห็นได้อย่างชัดเจน ในปัจจุบันที่ดินในเขตภูมิภาคนี้ มีมูลค่าสูงขึ้นกว่าเดิมอย่างมาก อย่างพื้นที่ในเมือง Apuí  มีครอบครัวจากภูมิภาคอื่นๆ ของประเทศบราซิล พยายามที่จะซื้อที่ดินของภูมิภาคนี้ เพื่อนำไปทำการปศุสัตว์อย่างเลี้ยงวัว ทั้งนี้ก็เนื่องจากความต้องการเนื้อวัว และผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์อื่นๆ ภายในประเทศบราซิลเพิ่มมากขึ้น ตามการเติบโตของประชากรและการบริโภคเนื้อสัตว์ที่เพิ่มขึ้นทั่วโลกนี่เอง 

 เกษตรกรที่เป็นส่วนหนึ่งของโครงการนี้ มีที่ปลูกกาแฟสายพันธุ์โรบัสต้าร้อยเปอร์เซ็นต์ ซึ่งเหมาะกว่าที่จะปลูกในที่ร่ม และปลูกในระดับความสูงที่ต่ำกว่า สิ่งนี้สามารถที่จะปรับปรุงคุณภาพโดยรวมได้ง่ายกว่า แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้หมายความว่า ผู้ผลิตทั้งหมดจะสามารถทำแบบนี้ได้ คุณภาพก็ยังคงแตกต่างกันออกไปตามแต่วิธีการดูแล และวิธีการจัดการฟาร์มอีก 

 ถึงอย่างนั้นก็ได้รับความช่วยเหลือทางเทคนิค มีการจัดเวิร์คช็อป และให้ความรู้ทางเทคนิค เพื่อสนับสนุนผู้ผลิตกาแฟ ในการดำเนินการตามแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดในการทำฟาร์ม 

 ในเรื่องของความยั่งยืนนั้น เป็นจุดสนใจจุดหลัก ที่หลายคนในอุตสาหกรรมกาแฟให้ความสำคัญ การต่อสู้กับการตัดไม้ทำลายป่า ก็เป็นองค์ประกอบหนึ่งของความยั่งยืนนี้เช่นเดียวกัน ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่เราควรจะรู้ และศึกษาเอาไว้ในระดับหนึ่ง ก็น่าจะเป็นการดีไม่น้อยเลยทีเดียว 

Bourbon Coffee

 และยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเร็วๆนี้ ทางสหภาพยุโรปได้เห็นชอบกับกฎหมายใหม่ ที่ห้ามการนำเข้าสินค้าที่เชื่อมโยงกับการตัดไม้ทำลายป่า รวมถึงกาแฟด้วย เราจะเห็นได้ว่าในไม่ช้า บริษัทกาแฟเหล่านี้ อาจจะต้องทำตามข้อบังคับทางการเงิน เพื่อดำเนินการตามนโยบายที่ออกมานี้ 

 ผลกระทบของกฎหมายการต่อต้านการตัดไม้ทำลายป่า แน่นอนว่ามีผลต่อภาคการผลิตกาแฟทั่วโลก ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ แต่สำหรับบางชุมชน ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตกาแฟโดยเฉพาะในป่าอเมซอน พวกเขามองมันเป็นเรื่องใหญ่มานานแล้ว เนื่องจากสิ่งนี้มีผลกระทบโดยตรงต่อวิถีชีวิต และความเป็นอยู่ของพวกเขา