ประเทศนิการากัว กับการผลิต กาแฟโรบัสต้า

กาแฟสายพันธุ์โรบัสต้านั้น มีสัดส่วนอยู่ที่ประมาณ 30-40 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณกาแฟทั้งหมดทั่วโลก เราอาจจะคุ้นเคยกับประเทศผู้ผลิต กาแฟโรบัสต้า ชั้นนำของโลก ที่เป็นรายใหญ่ๆอย่างประเทศเวียดนาม บราซิล และอินโดนีเซีย ยกตัวอย่างในประเทศเวียดนาม มีการผลิตกาแฟโรบัสต้าเป็นสัดส่วนมากถึง 95 เปอร์เซ็นต์ของการผลิตกาแฟประจำปีของเวียดนาม ในขณะเดียวกัน สำนักข่าวรอยเตอร์ได้มีการรายงานเมื่อเดือนพฤษภาคม 2022 ว่าการผลิตกาแฟโรบัสต้าของบราซิล ถูกกำหนดให้มีการผลิตเพิ่มขึ้น 4.1 เปอร์เซ็นต์ของปีที่แล้ว

ด้วยตัวเลขเหล่านี้ทำให้เราเห็นข้อบ่งชี้สำคัญว่า ความต้องการของ กาแฟโรบัสต้า ทั่วโลก เพิ่มขึ้นใน เดือนที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งก็เนื่องมาจากราคาของกาแฟอาราบิก้าที่พุ่งสูงขึ้นในปี 2021 และปี 2022 แต่ถึงแม้ว่าจะมีความต้องการเพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับกาแฟอาราบิก้าก็ตาม ถึงแม้ว่าเมื่อก่อนนั้น กาแฟโรบัสต้าถูกมองว่าเป็นกาแฟคุณภาพต่ำ หากเราจะกล่าวแบบนี้ก็ดูไม่เป็นธรรมต่อกาแฟโรบัสต้ามากนัก สิ่งที่สำคัญคือ จำเป็นที่จะต้องแยกแยะความแตกต่างระหว่างทั้งสอง คือในแง่ของการผลิต จนถึงผลลัพธ์ท้ายที่สุดเมื่อนำมาเป็นผลิตภัณฑ์กาแฟแล้ว

ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่ได้คุกคามอนาคตของอุตสาหกรรมกาแฟ ดังที่เราทราบกันอยู่แล้วในปัจจุบัน การลงทุนในการผลิตกาแฟโรบัสต้า จึงได้รับความนิยมและมีความจำเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ สิ่งนี้มีความเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะเมื่อนำมาพิจารณาว่า กาแฟโรบัสต้าค่อนข้างเป็นกาแฟที่มีความยืดหยุ่นต่อสภาพอากาศมากกว่ากาแฟอาราบิก้าหลายเท่าตัว

nicaragua coffee flag

ดังนั้นในวันนี้เอง เราจะมาคุยกัน ว่าการผลิตกาแฟโรบัสต้า มีพัฒนาการอย่างไรในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ และการปรับปรุงแนวทางการทำฟาร์มโรบัสต้า จะเป็นประโยชน์ต่อทั้งตัวผู้ผลิต และโรงคั่วกาแฟอย่างไร แต่การที่เราจะคุยเรื่องของกาแฟโรบัสต้านี้ เราจะขอยกแหล่งปลูกกาแฟโรบัสต้า ที่มีความน่าสนใจอยู่ประเทศหนึ่ง นั่นคือการผลิตโปรบัสต้าจากประเทศนิการากัว ประเทศที่เราอาจจะไม่ได้นึกถึงมากนักหากนึกถึงกาแฟ

ภาพรวมของการผลิตโรบัสต้า

นอกจากประเทศใหญ่ๆ อย่างประเทศอินโดนีเซีย ประเทศเวียดนาม และประเทศบราซิลที่ผลิตกาแฟโรบัสต้าชั้นนำของโลกแล้ว กาแฟโรบัสต้ายังถูกนำไปปลูกในประเทศอื่นอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นในอินเดีย ยูกันดา หรือที่เราจะมาคุยกันในวันนี้ ซึ่งโรบัสต้าได้รับความนิยมได้ไม่นานในประเทศ คือประเทศนิการากัวนั่นเอง

กาแฟโรบัสต้า เป็นกาแฟที่มีแนวโน้มที่จะให้ผลผลิตต่อต้นค่อนข้างสูงกว่าอาราบิก้ามากนัก โดยทั่วไปแล้ว มันค่อนข้างมีความทนทานต่อศัตรูพืชและโรคภัยต่างๆได้มากกว่า และในทำนองเดียวกัน หากเป็นในแง่ของการลงทุนของเกษตรกรและผู้ผลิต การปลูกกาแฟโรบัสต้ามีต้นทุนที่ถูกกว่า

แม้ว่าในทางทฤษฎีแล้ว ผู้ผลิตจะสามารถปลูกกาแฟโรบัสต้าได้ค่อนข้างง่ายกว่า แต่ก็มีช่องว่าง เมื่อเราจะคุยกันเรื่องของแนวทางการปฏิบัติที่ดีที่สุดในการทำการเกษตร ที่เป็นการผลิตกาแฟโรบัสต้าใช้ในเชิงพาณิชย์ สิ่งนี้มีผลอย่างมากต่อการรับรู้ของสังคม และชุมชนผู้ดื่มกาแฟทั่วไป กับการรับรู้ว่ากาแฟโรบัสต้าที่วางขายในเชิงพาณิชย์ เป็นกาแฟที่มีคุณภาพต่ำกว่าอาราบิก้า เนื่องจากมีมาตรฐาน และมาตรการการควบคุมคุณภาพที่น้อยกว่า เรียกได้ว่าทั้งห่วงโซ่ด้วยซ้ำ

ด้วยการรับรู้ของสังคมเป็นแบบนี้ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องแยกแยะในเรื่องของความแตกต่าง ระหว่างโรบัสต้าเกรดที่ใช้ในเชิงพาณิชย์ หรือที่เราเรียกว่า c เกรด และเกรดที่เราเรียกว่า fine robusta แม้ว่าเมื่อก่อน การผลิตโรบัสต้าออกมาจะไม่ค่อยคำนึงถึงเรื่องคุณภาพสักเท่าไหร่นัก แต่ภายหลังได้มีการมุ่งเน้นไปที่มาตรฐานที่เข้มงวดมากกว่าเมื่อก่อนมากเลยทีเดียว

ยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดเจน ตามมาตรฐานและระเบียบการปฏิบัติของการผลิตกาแฟ fine robusta กาแฟโรบัสต้าชั้นดี ไม่ควรจะมีข้อบกพร่องหลัก ทุกอย่างพวกความเสียหายอันเกิดจากเชื้อรา หรือเมล็ดถั่วเกิดมีสีดำถั่วทั้งเมล็ด และข้อบกพร่องที่เป็นข้อบกพร่องรอง รวมกันจะต้องไม่เกิน 5 ประการ ทั้งนี้รวมถึงการที่เมล็ดถั่วมีลักษณะเปรี้ยวแบบที่ไม่พึงประสงค์ เมล็ดหัก หรือเมล็ดบิ่นด้วย

ในท้ายที่สุดแล้ว ด้วยการวางมาตรฐานของกาแฟโรบัสต้าเหล่านี้ไว้ ช่วยทำให้การผลิต fine robusta ออกมามีลักษณะโดดเด่นไม่เหมือนใคร เต็มไปด้วยกาแฟคุณภาพสูง และดีเยี่ยมกว่ากาแฟโรบัสต้า c เกรด อย่างเห็นได้ชัด

การปรับปรุงคุณภาพโรบัสต้า สำคัญอย่างไร

แม้ว่าโดยทั่วไปแล้ว กาแฟอาราบิก้าจะเป็นกาแฟที่มีคุณภาพสูงมากกว่ากาแฟโรบัสต้าก็ตาม แต่ในเรื่องของความทนทานต่อสภาพอากาศนั้นค่อนข้างน้อยกว่าอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้ในเรื่องของความทนทานต่อโรคภัย และแมลงศัตรูพืชยังมีต่ำกว่ามาก

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นที่กดดันมากขึ้นในอุตสาหกรรมกาแฟ จากการศึกษาในปี 2022 เนื่องจากมีอุณหภูมิที่พุ่งสูงขึ้น อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศซึ่งเป็นปัญหาระดับโลก นักวิจัยคาดการณ์ว่า ประเทศผู้ผลิตกาแฟชั้นนำ 5 อันดับแรกของโลก จากประสพปัญหา ทั้งการลดขนาดสเกลการผลิต และพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับการเพาะปลูกกาแฟจะลดลง ภายในปี 2050

หากว่าระดับการปล่อยคาร์บอนของโลกเรายังคงเท่าเดิม มันอาจจะส่งผลกระทบมากขึ้นต่ออุตสาหกรรมกาแฟ และส่งผลกระทบอย่างเร็วขึ้นด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเราลองพิจารณาดูว่า กาแฟอาราบิก้านั้นคิดเป็น 60-70 เปอร์เซ็นต์ของความต้องการกาแฟทั่วโลก ซึ่งกาแฟเหล่านี้เป็นกาแฟที่มีความผันผวนต่อสภาพภูมิอากาศสูงมากยิ่งขึ้น

Arabica coffee cultivar

ในขณะที่ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนั้นเลวร้ายลง เราก็อาจเห็นเกษตรกรปลูกกาแฟอาราบิก้าน้อยลงไปด้วย การผลิตกาแฟอาราบิก้านั้น ต้องการสภาวะแวดล้อมที่คงที่ มากกว่าการปลูกกาแฟโรบัสต้า

และยิ่งไปกว่านั้น เราสามารถปลูกกาแฟโรบัสต้า บนพื้นที่ที่อยู่ในระดับน้ำทะเล หรือพื้นที่ที่ต่ำกว่าการปลูกอาราบิก้ามากเลยทีเดียว ดังนั้นแล้ว เราจึงอาจเห็นเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟอาราบิก้าจำนวนมากขึ้น ที่อยู่บนพื้นที่ที่ต่ำลงมา หันมาปลูกกาแฟโรบัสต้าเพิ่มมากยิ่งขึ้น

อีกประเด็นหนึ่งที่มีแนวโน้มว่าจะเกิดขึ้น เนื่องจากสภาพภูมิอากาศแปรปรวนมากยิ่งขึ้น คือการคุกคามของแมลงและศัตรูพืช รวมถึงโรคภัยต่างๆ ยกตัวอย่างเช่น กรณีของสนิมในใบกาแฟ ซึ่งเป็นผลมาจากเชื้อรา มีแนวโน้มที่จะเพิ่มมากยิ่งขึ้น หากปริมาณน้ำฝนและความชื้นเพิ่มขึ้นและไม่สามารถที่จะคาดเดาได้

เนื่องจากกาแฟโรบัสต้า มีความทนทานต่อศัตรูพืชและโรคภัยโดยธรรมชาติ ดังนั้นความจำเป็นในการลงทุน เพื่อปฏิบัติตามแนวทางการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี จึงเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นอย่างมาก ยิ่งเราพยายามปรับปรุงคุณภาพของกาแฟโรบัสต้าได้ดีมากเท่าไหร่ ผู้บริโภคก็ยิ่งจะเริ่มต้องการกาแฟมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งสิ่งนี้นับว่าเป็นประโยชน์ต่อทุกคนในห่วงโซ่กาแฟ ไม่ใช่แค่ผู้ผลิต หรือผู้บริโภคเพียงเท่านั้น

โรบัสต้าในนิการากัว

อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้นว่า กาแฟโรบัสต้านั้นถูกนำไปปลูกในหลากหลายประเทศ ดังนั้นจึงมีศักยภาพที่มีความสำคัญ ที่สามารถจะนำไปปรับปรุงกับ การผลิตกาแฟทั่วโลกได้

บริเวณชายฝั่งแถบทะเลแคริบเบียนของนิการากัวในทวีปอเมริกากลาง มีโครงการน่าสนใจที่มีชื่อว่า Mercon Specialty โดยได้ร่วมกับผู้ผลิตกาแฟมากกว่าพันราย เพื่อนำแนวทางการปฏิบัติที่ดีที่สุดทางการเกษตร มาใช้ปรับปรุงกับคุณภาพของกาแฟโรบัสต้า

ย้อนกลับไปเมื่อ 15 ปีก่อน ยังไม่มีการผลิตกาแฟโรบัสต้าในนิการากัว ด้วยเหตุนี้โรบัสต้าจึงยังค่อนข้างใหม่สำหรับเกษตรกรส่วนใหญ่ที่นี่ แต่แล้วในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ ได้มีการทำงานเพื่อพัฒนาการผลิตกาแฟโรบัสต้าภายในประเทศ รวมถึงได้มีการทำการวิจัยเกี่ยวกับตัวแปรต่างๆ รวมถึงพันธุ์ที่ควรนำมาปลูก เทคนิคการเก็บเกี่ยว และการทำให้แห้งแบบต่างๆ ตลอดจนปริมาณ และประเภทของปัจจัยการผลิตที่ใช้ในการเกษตร

ทุกวันนี้ ผู้ผลิตกาแฟและเกษตรกร ค่อนข้างที่จะมีความรู้และประสบการณ์มากเกี่ยวกับวิธีการปลูกกาแฟโรบัสต้าให้ประสบความสำเร็จ แต่ก็ยังคงจะต้องเรียนรู้วิธีการปรับปรุงผลผลิต ปรับปรุงคุณภาพของกาแฟ และความสามารถในการทำกำไรให้ดียิ่งขึ้นไปอีก

จึงนับได้ว่าการผลิตโรบัสต้าในนิการากัว ดีขึ้นมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จากข้อมูล ในประเทศสามารถผลิตโรบัสต้าได้ประมาณ 120,000 กระสอบ (กระสอบ 60 กิโลกรัม) ในปีผลผลิต 2022/23 ซึ่งเป็นปีแรกที่การผลิตโรบัสต้าเพิ่มขึ้นมากกว่า 100,000 กระสอบด้วยกัน

การผลิตโรบัสต้า กับการเปลี่ยนแปลงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

สิ่งนี้นับว่าเป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง สำหรับชาวไร่กาแฟนิการากัว ก่อนช่วงปี 2016 ประเทศมีกฎหมายที่ค่อนข้างเข้มงวด เกี่ยวกับวิธีการปลูกกาแฟโรบัสต้า กับระยะการปลูกกาแฟอาราบิก้า กฎหมายที่ว่าก็คือ ผู้ผลิตจะต้องทำการปลูกกาแฟสายพันธุ์โรบัสต้า ให้ห่างจากสายพันธุ์อาราบิก้าอย่างน้อย 30 กิโลเมตร กับการที่มีทั้งข้อจำกัดในด้านภูมิศาสตร์ และระดับความสูงที่ใช้ในการปลูก รวมถึงข้อจำกัดอื่นด้วย

กฎหมายนี้ก็ยังคงถูกใช้งานอยู่ในปัจจุบัน ทั้งนี้ก็เพื่อช่วยในการรักษาคุณภาพของกาแฟที่ผลิตในนิการากัว ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีการแก้ไขกฎหมายที่ว่านี้หลายต่อหลายครั้งด้วยกัน

ในภูมิภาคที่อาจเคยเลี้ยงวัวเป็นเศรษฐกิจหลักมาก่อน เกษตรกรจำนวนมาก เริ่มตัดสินใจหันมาปลูกกาแฟ แต่ถึงอย่างนั้นในเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน และการสนับสนุนก็ยังมีน้อยมาก แต่ในประเทศก็มีโครงการที่ชื่อว่า LIFT ที่ได้ให้ความช่วยเหลือเกษตรกรในท้องถิ่น ในการให้ความรู้ และสร้างความสามารถในการผลิตกาแฟได้

แนวคิดริเริ่มของ LIFT เกิดขึ้นโดยที่ต้องการพัฒนาคุณภาพของกาแฟโรบัสต้า โดยมีเกษตรกรที่เข้าร่วมในโครงการนี้ จะต้องทำการเรียนรู้หลักสูตร 26 หลักสูตรที่เน้นไปที่การผลิตกาแฟอย่างยั่งยืน การพัฒนาสังคม และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

นอกจากนี้โครงการที่ว่า ยังให้ความสนับสนุนทางด้านเทคนิค ตลอดจนการเข้าถึงแหล่งเงินทุน และยิ่งไปกว่านั้น ยังมีการสนับสนุนให้ผู้ผลิต ปลูกกาแฟโรบัสต้าที่มีคุณภาพสูง บนพื้นที่เสื่อมโทรม ซึ่งอยู่ห่างไกลจากไร่กาแฟอาราบิก้าด้วย

 พันธุ์กาแฟโรบัสต้า การปลูกกาแฟพันธุ์ต่างกัน นับว่าเป็นการเพิ่มคุณภาพของโรบัสต้าโดยรวมได้ ในนิการากัวได้มีการโคลนนิ่งโรบัสต้าบางพันธุ์ สิ่งนี้ช่วยให้สามารถเผยแพร่ต้นกล้าโรบัสต้าที่มีคุณภาพสูงขึ้น ไปยังผู้ผลิตในท้องถิ่น ซึ่งนั่นไม่เพียงแต่จะให้ผลผลิตที่สูงกว่าเดิม แต่ยังสร้างเอกลักษณ์ และรสชาติที่ดียิ่งขึ้น ให้กับตัวกาแฟโรบัสต้าด้วย

การปรับปรุงเทคนิคการเก็บเกี่ยว

 ความเข้าใจเกี่ยวกับพื้นที่ และแหล่งปลูกกาแฟนั้น ก็มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับการปลูกกาแฟและให้ได้มาซึ่งโรบัสต้าคุณภาพสูง เช่นเดียวกับการปลูกอาราบิก้า ซึ่งภูมิภาคและพื้นที่ปลูกกาแฟ ที่ชาวนิการากัวนิยมปลูกกาแฟ ถือว่าเป็นพื้นที่ที่มีคุณภาพดิน ปริมาณน้ำฝน และอุณหภูมิที่เหมาะสม ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนที่จะช่วยปรับปรุงคุณภาพของอาราบิก้าได้

 แนวทางการเก็บเกี่ยวที่ดีขึ้น ก็สามารถทำให้ได้มาซึ่งกาแฟคุณภาพสูงขึ้นด้วย โดยปกติแล้ว เมื่อทำการเก็บเกี่ยวผลผลิตโรบัสต้า ผู้ผลิตจะทำการเอาผลเชอร์รี่ทั้งหมด ออกมาจากกิ่งและนำมาใช้งาน แนวทางการคัดเลือกเมล็ด หรือผลเชอร์รี่ที่ดี ก็มีความเหมือนกับการคัดเลือกของอาราบิก้า นั่นคืออาจจะต้องเลือกเฉพาะเชอรี่ที่สุกเต็มที่แล้วเท่านั้น ผลผลิตจึงจะออกมาดี

 แน่นอนว่าเป็นวิธีการที่ใช้เวลานานกว่า และค่อนข้างมีต้นทุนที่แพงกว่า แต่สิ่งนี้นับว่าช่วยปรับปรุงคุณภาพของกาแฟโรบัสต้าได้อย่างมากเลยทีเดียว

การปรับปรุงคุณภาพของโรบัสต้า กับประโยชน์ต่อผู้ผลิตและโรงคั่วกาแฟ

 เมื่อเกษตรกรผู้ปลูกอาราบิก้าจำนวนมาก และจะยิ่งมากขึ้น ที่ต้องเผชิญกับภัยคุกคามจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ การพัฒนาเทคนิคใหม่ๆ เพื่อให้สามารถได้มาซึ่งกาแฟคุณภาพสูงขึ้น เป็นวิธีการหนึ่งที่ปกป้องอนาคตของอุตสาหกรรมกาแฟ แต่สิ่งนี้จะมีประโยชน์ต่อทั้งผู้ผลิตและโรงคั่วกาแฟอย่างไร

 ในภูมิภาค Nueva Guinea การเลี้ยงวัวยังคงเป็นแหล่งรายได้ที่ใหญ่ที่สุด แต่การทำฟาร์มโรบัสต้า จำเป็นที่จะต้องใช้แรงงานที่มากกว่า ดังนั้นการทำฟาร์มโรบัสต้าในภูมิภาคแห่งนี้ จึงถือเป็นการช่วยสร้างงานให้กับผู้คนในท้องถิ่นได้มากยิ่งขึ้น มันนำความเจริญรุ่งเรืองมาสู่ภูมิภาคนั้น ทุกอย่างมีการสร้างถนนใหม่เกิดขึ้น

 มีเกษตรกรจำนวนมาก ที่มีการขอต้นกล้าไม้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สิ่งนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การผลิตกาแฟโรบัสต้า ทำประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้ได้จริง มีสำนักงาน และโรงสีกาแฟในภูมิภาคแห่งนี้ มีการสนับสนุนทางการเงิน และการให้ความช่วยเหลือทางเทคนิคอื่นๆ อีกมากมายด้วย

 สำหรับเกษตรกรชาวนิการากัว การเรียนรู้วิธีการปลูกกาแฟโรบัสต้านั้น นับว่าเป็นช่วงเวลาแห่งการเรียนรู้ที่ค่อนข้างช้า และมีราคาที่ค่อนข้างแพง มีการลองผิดลองถูกของเกษตรกรมากมาย แต่อย่างไรก็ตาม หลายปีผ่านไปมันก็เห็นผล ได้มีการพัฒนาแนวทางการปฏิบัติที่ดีที่สุดในทางการเกษตร ที่ทำให้ผลผลิตกาเเฟออกมามีประสิทธิภาพ

 สำหรับโรงคั่วกาแฟ การที่ได้กาแฟโรบัสต้าคุณภาพเยี่ยมมานั้น ก็มีประโยชน์มากเช่นเดียวกัน หากเป็นกาแฟคุณภาพดี ก็จะไปเป็นการเพิ่มมูลค่า และลดต้นทุนการผลิตที่จะต้องสูญเสียไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นกาแฟโรบัสต้าในเชิงพาณิชย์ อาจจะต้องมีต้นทุนในการดำเนินการที่สูงกว่าเป็นพิเศษ ถึงแม้ว่าตัวกาแฟเองจะถูกกว่าก็ตาม การที่โรงคั่วกาแฟ จ่ายมากขึ้นสำหรับการได้โรบัสต้าคุณภาพสูงมาใช้งาน ยังเป็นผลดีกับเกษตรกร เพราะเกษตรกรเหล่านี้จะได้ราคาที่เท่าเทียมกันมากยิ่งขึ้นด้วย

Fine Robusta จุดขายทางการตลาดที่ยอดเยี่ยม

 กาแฟเบลนด์ ยังถือเป็นกาแฟที่ได้รับความนิยมสูงในหมู่ผู้ดื่มกาแฟ แน่นอนว่าโรบัสต้า ถูกใช้เป็นส่วนประกอบหลักในการทำกาแฟเหล่านี้ แน่นอนว่าการสามารถผลิตกาแฟ fine robusta ออกมาได้ กาแฟที่ว่าก็จะมีเอกลักษณ์ มีความโดดเด่นมากยิ่งขึ้น มีจุดขายไม่เหมือนใคร นอกจากนี้ยังสามารถที่จะถูกดันได้เป็นเกรดสเปเชียลตี้ และนำไปขายเป็นกาแฟซิงเกิลออริจินได้เลย หากเป็นกาแฟที่ยอดเยี่ยมและได้รับการยอมรับสูง

 กาแฟโรบัสต้าที่ดี หรือก็คือ fine robusta หากทำออกมาอย่างยอดเยี่ยม เราจะได้ลักษณะอันพึงประสงค์มากมาย ทุกอย่างรสชาติและกลิ่นของช็อกโกแลต มีความฟรุตตี้ และจุดเด่นคือเครื่องเทศ อาจจะมีความคลีนอยู่ในกาแฟด้วย มันเต็มไปด้วยความซับซ้อน และสามารถนำไปทำให้เกิดความหลากหลายได้ เหมือนกับเกรดสเปเชียลตี้ที่นำโรบัสต้าไปทำเลย

 ขั้นตอนหนึ่งที่น่าสนใจที่จะพัฒนารสชาติของโรบัสต้าได้ คือการนำมันไปโปรเซส ที่นิการากัวมีการนำโรบัสต้าไปทำ honey ที่มีความโดดเด่นและน่าสนใจ จนสามารถถูกผลักดันให้เป็นสเปเชียลตี้ หรือกาแฟพิเศษได้เลยทีเดียว

ground and bean

 ถึงแม้ว่าในอดีต เราจะมีความเข้าใจเกี่ยวกับโรบัสต้า ว่าจะถูกนำไปใช้เพียงแค่เป็นกาแฟเชิงพาณิชย์ และเป็นกาแฟที่มีคุณภาพต่ำเท่านั้น แต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องสงสัยเลยว่าโรบัสต้ามีศักยภาพ และถูกผลักดันได้มากยิ่งขึ้น สำหรับเกษตรกร ได้มีการพัฒนาและการปลูก fine robusta มากยิ่งขึ้น มีองค์กรที่ผลักดัน ช่วยเหลือ และสนับสนุนผู้ผลิตกาแฟโรบัสต้ามากยิ่งขึ้น ให้ความรู้ในเรื่องแนวทางการปฏิบัติที่ดีที่สุดในการทำฟาร์ม และการปรับปรุงคุณภาพโดยรวมของกาแฟ

 และเนื่องด้วยผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่ยังคงเป็นภัยคุกคามต่ออนาคตของอุตสาหกรรมกาแฟในระดับโลก ดังนั้นการลงทุนในการผลิตกาแฟโรบัสต้า จึงมีความสำคัญ มีความจำเป็นอย่างยิ่ง และยิ่งในช่วงเวลานี้มันมีความสำคัญและความจำเป็นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนเลย